HUAIPHUNG POLICE STATION

 หน้าหลักHome  กระดานสนทนา  สมุดเยี่ยม  ติดต่อผู้กำกับ
  
 
 

รายการหลัก

ประวัติสถานี
ที่ตั้ง
ผู้บังคับบัญชา
ทำเนียบหัวหน้าสถานี
วิสัยทัศน์
กต.ตร.
สถานภาพกำลังพล
สถิติคดีอาญา
จุดบริการประชาชน
ภาพกิจกรรม
ผู้จัดทำ
 
 

บุคลากร

  งานป้องกันปราบปราม
  งานสอบสวน สืบสวน
  งานจราจร ชมส.
  งานอำนวยการ
  หมายเลขโทรศัพท์
 
     
 

หน่วยงานตำรวจ

  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  ตำรวจภูธรภาค 4
  ภ.จว.กาฬสินธุ์
  สภ.ใน ภ.จว.กาฬสินธุ์
 
 





 
     
 

คู่มือประชาชน

  การติดต่อที่สถานีตำรวจ
  กระบวนการยุติธรรม
  การป้องกันอาชญากรรม
  การใช้รถอย่างปลอดภัย
  อัคคีภัยและการป้องกัน
  ยาเสพติดและการป้องกัน
 
 

ข้อมูลท้องถิ่น

การศึกษา
การปกครอง
การเดินทาง
โรงแรม ที่พัก
ปั๊มน้ำมัน
ร้านเกมส์
ร้านค้า
ร้านอาหาร
ธนาคาร
ศาสนสถาน
การท่องเที่ยว
สถานบันเทิง
สถานพยาบาล
ส่วนราชการ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
สื่อมวลชน สถานีวิทยุ
องค์กร มูลนิธิ ชมรม
อู่ซ่อมรถ
 
     
 

 กระบวนการยุติธรรม  

                          ประเภทของคดีอาญา
                          ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา
                          สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา
                          สิทธิในการยื่นคำร้องขอประกัน               

    คำว่า "เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรม"   หมายถึงเจ้าหน้าที่ทุกระดับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม  คือ พนักงานสอบสวน อัยการ  ศาล ทนายความ ราชทัณฑ์  เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เข้าข่ายคดีอาญาซึ่งจะต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรม  ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน  การมีปฎิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่เหล่านี้จึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้           รู้จักแต่หน้าตากันอย่างเดียวคงไม่พอ  จะต้องรู้ถึงขอบเขตความรับผิดชอบของคนเหล่านี้ด้วย   พนักงานสอบสวน  คือ  เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทำหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาค้นหาหลักฐาน สอบสวน และสรุปสำนวนว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่  แล้วจึงส่งเรื่องไปยังอัยการ  อัยการ  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ทนายแผ่นดิน  มีหน้าที่ในการตัดสินว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่หลังจากที่ได้รับสรุปสำนวนจากเจ้าที่ตำรวจแล้ว ศาล  คือผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินคดีความต่างๆ ตามกฎหมาย   ทนายความ  คือตัวแทนที่ฝ่ายโจทก์ (ผู้ได้รับความเสียหาย)  และ จำเลย (ผู้ต้องหา) ตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนในการว่าความหรือแก้ต่างในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ศาลนำไปพิจารนาตัดสิน  บุคคลดังกล่าวต้องมีใบอนุญาตจากสภาทนายความให้ประกอบอาชีพทนายความได้  และเราไม่จำเป็นต้องตั้งทนายความก็ได้ หากมั่นใจว่าเราสามารถว่าความด้วยตนเองในคดีได้  ราชทัณฑ์  มีหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาหลังจากที่ตัดสินจำคุกแล้ว เรียกง่ายๆ ก็คือ ผู้คุม จะคอยดูแลการเยี่ยมนักโทษ ดูแลความเป็นอยู่ของนักโทษในห้องขัง  ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  บทเรียนแรกที่ท่านต้องศึกษาเป็นพื้นฐานคือ  "คดีอาญา"   

            ประเภทของคดีอาญา
     1.  คดีอาญาแผ่นดิน  เป็นคดีอาญาที่คู่ความตกลงตกลงยอมความกันไม่ได้  ถือเป็นการกระทำผิดทางอาญาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน  เช่น  ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ  ความผิดต่อชีวิต  ความผิดต่อร่างกาย  ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ทั่วไป  ความผิดที่รัฐเข้าไปควบคุมการดำเนินการในกิจการที่สำคัญหรือร้ายแรง  ได้แก่  การค้ายาเสพติด  การตัดไม้ทำลายป่า  การพนันเถื่อน  หวยเถื่อน  คอร์รัปชั่น ซึ่งความผิดทางอาญาแผ่นดินส่วนมากจะเกิดความเสียหายแก่ทั้งรัฐและประชาชนด้วย
     2.  คดีอาญาที่ยอมความกันได้  คือ  การกระทำผิดอาญาที่ไม่ก่อผลกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทั่วไป  แต่เป็นความผิดส่วนตัวที่มีผลต่อผู้กระทำโดยเฉพาะ  ซึ่งเท่าที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญาว่ายอมความกันได้ก็มีหลายประการ  ดังนี้
                1.  การเอาชื่อ  รูป  รอยประดิษฐ์  ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้การลอกเลียนป้ายจนทำให้คนหลงเชื่อ  การปล่อยข่าวลือเพื่อให้เกิดประโยชน์กับการค้าของตน 
                2.  ความผิดฐานหมิ่นประมาท
                3.  ความผิดฐานเปิดเผยความลับ
                4.  ความผิดหมวดฉ้อโกงทุกมาตรา (ยกเว้นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน)
                5.  ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้
                6.  ความผิดฐานยักยอก
                7.  ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (ยกเว้นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และฐานทำให้พระพุทธรูปหรือวัตถุทางพุทธศาสนาเสียหาย)
                8.  ความผิดฐานบุกรุก (ยกเว้นการบุกรุกโดยใช้กำลังทำร้ายหรือขู่ว่าจะทำร้ายโดยใช้อาวุธหรือร่วมมือกันสองคนขึ้นไป หรือบุกรุกในเวลากลางคืนซึ่งเป็นความผิดยอมความกันไม่ได้
                9.  ความผิดต่อเสรีภาพฐานข่มขืนใจผู้อื่นหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพทางกาย
               10.  ความผิดเกี่ยวกับเพศ  ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงที่ไม่ใช่ภรรยาหรือกระทำอนาจารแก่บุคคลโดยขู่เข็ญหรือใช้กำลังทำร้ายซึ่งหญิงนั้นไม่สามารถขัดขืนได้  และยังรวมถึงความผิดฐานพาหญิงเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง  และความผิดฐานซ่อนเร้นหญิงที่ถูกพาไปเพื่ออนาจาร 
               11. ความผิดตามกฎหมายอื่นที่ถือว่าเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ เช่น ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค  ความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์
      ความผิดอันยอมความได้นั้น ผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีด้วยตนเองภายในกำหนดอายุความ 3  เดือน  นับแต่วันรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด  ถ้าไม่ทำภายมนกำหนดอายุความ  จะทำให้คดีขาดอายุความ และจะฟ้องร้องอีกไม่ได้

               ผู้มีอำนาจร้องทุกข์
      ผู้ได้รับความเสียหาย  หรือผู้มีอำนาจจัดการแทน   คือ
               -  ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ หรือผู้อนุบาลของผู้ไร้ความสามารถ
               -  ผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายให้ร้องทุกข์แทน
               -  ผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลตามกฎหมาย เช่น  ผู้จัดการบริษัท
               -  ผู้แทนเฉพาะคดี
               -  ในกรณีผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต  บุพการี หรือ ผู้สืบสันดาน หรือ สามี ภรรยา ที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์แทนได้ 
               .....................................................................................
                 Back to Top

              2.ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา
                 1. 
ชั้นพนักงานสอบสวน
              ก. เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นพนักงานสอบสวนดำเนินการรับแจ้งเหตุและสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเป็นสำนวนคดี  ตามกฎหมายได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนี้
                 -  สืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและพยานหลักฐาน
                 -  ตรวจค้นตัวบุคคลและสถานที่ต่างๆ เพื่อหาพยานหลักฐานและจับกุมผู้ต้องหา
                 -  จับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดี
                 -  ออกหมายเรียกพยาน  และผู้ต้องหามาสอบสวนเป็นหลักฐานคดี
                 -  ยึดวัตถุพยานไว้เป็นหลักฐาน
                 -  ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้สอบสวน
                 -  ให้ประกันตัวผู้ต้องหาระหว่างการสอบสวน
              ข. อำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน
                 -  ในความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ  พนักงานสอบสวนจะควบคุมผู้ต้องหาได้เท่าที่จะถามคำให้การและที่จะรู้ว่าเขาเป็นใคร  อยู่ที่ไหนเท่านั้น
                 -  ห้ามควบคุมตัวผู้ต้องหาเกินกว่า  48  ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่ถูกจับมาถึงที่ทำการของตำรวจ  เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นก็สามารถยืดเวลาได้แต่ไม่เกิน  3  วัน
                 -  ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ต้องหาเกิน 3  วัน  ต้องส่งให้ศาลเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น โดย
            1. ถ้าเป็นคดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500 บาท  ศาลจะสั่งขังได้ครั้งเดียวไม่เกิน 7 วัน
            2. หากเป็นความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกเกินกว่า  6 เดือน  แต่ไม่ถึง 10 ปี หรือปรับเกินกว่า  500 บาท  ศาลมีอำนาจสั่งขังได้หลายครั้งติดต่อกันครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมกันแล้วไม่เกิน 48 วัน  
            3. หากเป็นความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ศาลมีอำนาจสั่งขังได้หลายครั้งติดต่อกัน  แต่ครั้งหนึ่งไม่เกิน 12 วัน รวมแล้วไม่เกิน 84 วัน
               ค.  เมื่อพนักงานสอบสวนรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้วก็จะสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นคดีได้ 3 ทาง ดังนี้
                 -  เห็นควรงดการสอบสวน  กรณีไม่มีผู้ต้องหา
                 -  เห็นควรสั่งฟ้อง ก็จะส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไป
                 -  เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง  จะส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการต่อไป ส่วนตัวผู้ต้องหา หากอยู่ในความควบคุมของศาล ให้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวผู้ต้องหาต่อศาล
               สำหรับคดีอาญาที่สามารถเลิกกันได้ในชั้นพนักงานสอบสวน คือ คดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว เช่น คดีฉ้อโกงทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ และคดีที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบปรับ และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามกำหนดแล้ว

              2.  ชั้นพนักงานอัยการ
             เมื่อเรื่องส่งมาถึงชั้นพนักงานอัยการ  พนักงานอัยการจะพิจารณาและมีความเห็นคดีไว้ใน  3 ทาง ดังนี้
               -  งดกดการสอบสวน กรณีไม่มีผู้ต้องหา
               -  มีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะนำผู้ต้องหา (ที่อยู่ในความควบคุมหรือประกันตัวไป) ยื่นฟ้องต่อศาล เมื่อศาลรับฟ้องก็จะให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมไว้ตามอำนาจศาล
              -  มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง จะยื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวผู้ต้องหากรณีที่ถูกควบคุมอยู่ ถ้าผู้ต้องหามีตัวก็จะปล่อยตัวและคืนหลักทรัพย์ในการประกันตัวชั้นพนักงานอัยการ  ให้กับนายประกันไป

              3.  ชั้นศาล
            ก. ศาลอาญา  จะพิพากษาคดีโดยแยกเป็น 2 กรณี คือ
                   -  ยกฟ้อง
                   -  พิพากษาลงโทษ คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนด  และจะนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์
                   หากไม่สามารถอุทธรณ์ได้คดีก็จะเสร็จสิ้นตามคำพิพากษานั้น
            ข.  ศาลอุทธรณ์  จะพิพากษาคดีซึ่งแยกได้ 2 กรณี คือ
                   -  ยกฟ้อง
                   -  พิพากษาลงโทษจำเลย  คู่ความมีสิทธิฎีกาตามเงื่อนไขของกฎหมาย หากไม่มีการยื่นฎีกาหรือศาลฎีกาไม่รับ  คดีก็จะสิ้นสุดและบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
            ค.  ศาลฎีกา คำพิพากษาของศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรมจะต้องมีการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้นๆ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการลดโทษให้

              4.  ชั้นราชทัณฑ์  เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีจนถึงที่สุดแล้ว  จำเลยจะถูกส่งตัวมาอยู่ในความรับผิดชอบในชั้นนี้ โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์  สามารถ
                   -  ควบคุมตัวจำเลยที่จำคุก
                   -  ดำเนินการลดโทษตามที่กฎหมายกำหนด
                   -  ดูแลการเยี่ยมจำเลยขณะอยู่ในคุก 
                 .................................................................................
                   Back to Top

                   3.สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา
               1.  ตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้  โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ศาลจะพิจารณาหลักฐานเบื้องต้นหากเห็นว่ามีมูลจะประทับรับฟ้องและพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป ถ้าไม่มีมูลก็จะไม่รับฟ้อง
               2.  พบและปรึกษาทนายสองต่อสอง ในการขอพบทนาย จะต้องร้องขอต่อนายตำรวจเวรประจำสถานีตำรวจนั้นๆ โดยเขียนคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะใช้คำพูดก็ได้ แต่ต้องระบุชื่อทนายความด้วย และสำหรับผู้ต้องหาที่ไม่มีเงินจะจ้างทนายความได้ ศาลจะจัดทนายความบริการว่าความให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
               3.  มีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
               4.  ได้รับการเยี่ยมตามสมควร คือในเวลาปกติตามที่ทางราชการกำหนด และเวลาอื่น ซึ่งต้องขออนุญาตจากนายตำรวจเวรประจำการผู้รับผิดชอบก่อน
               5.  ได้รับการรักษาโดยเร็วเมื่อเจ็บป่วย ถ้าเจ็บป่วยก่อนถูกควบคุม  เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำผู้ต้องหาที่เจ็บป่วยไปโรงพยาบาลของทางราชการเพื่อรับการรักษา แต่ถ้าเจ็บป่วยในระหว่างถูกควบคุมตัว ร้อยเวรประจำการจะเป็นผู้รายงานต่อสารวัตรหัวหน้าสถานีเพื่อพิจาณาอนุญาตนำตัวส่งโรงพยาบาล 
              ........................................................................................

                  4.สิทธิในการยื่นคำร้องขอประกันตัว
               คือการอนุญาตให้ผู้ต้องหาเป็นอิสระ พ้นจากการถูกควบคุมของเจ้าหน้าที่ในระยะเวลาหนึ่งที่มีกำหนด โดยผู้มีสิทธิยื่นคำร้องคือตัวผู้ต้องหาเองหรือผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง อาจเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องก็ได้ ผู้ขอประกันต้องเป็นผู้มีความสามารถทำนิติกรรมได้ โดยดำเนินการดังนี้
               1.  เขียนคำร้องขอประกันต่อพนักงานสอบสวน
               2.  เมื่อพนักงานสอบสวนรับคำร้องแล้ว ให้ขอหลักฐานการรับสัญญาประกันซึ่งต้องลงเวลารับคำร้องไว้ด้วย
               3.  เจ้าพนักงานจะพิจารณาแจ้งผลการสั่งคำร้องให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง
                   หลักเกณฑ์การพิจารณาให้ประกันตัวผู้ต้องหา
               1.  ความหนักเบาของข้อหา
               2.  พยานหลักฐานที่นำมาสืบแล้วมีเพียงใด
               3.  พฤติการณ์ต่างๆ ในคดีเป็นอย่างไร
               4.  ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันมีความน่าเชื่อถือเพียงใด
               5.  ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่
               6.  ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่เกิดจากการปล่อยตัวชั่วคราวมีหรือไม่เพียงใด

                    หลักประกัน
                1.  เงินสด
                2.  หลักทรัพย์อื่นๆ เช่น โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3ก) ซึ่งพนักงานที่ดินได้ประเมินราคาไว้แล้ว พันธบัตรรัฐบาล  สลากออมสินและสมุดเงินฝากออมสินประเภทประจำใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร ตั๋วแลกเงิน เช็ค หนังสือรับรองของธนาคารเพื่อชำระเบี้ยปรับแทนในกรณีที่ผิดสัญญาประกัน
                3.  บุคคลเป็นประกัน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในเรื่องการใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 110 และมาตรา 114 วรรคสอง ดังนี้
  

บุคคล

วงเงินประกัน

-  ข้าราชการพลเรือน ระดับ 3 - 5 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า -  ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 60,000 บาท
-  ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรี ถึงพันตรี หรือพันตำรวจตรี -  ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 60,000 บาท
-  ข้าราชการบำนาญตั้งแต่ระดับ 6 หรือเทียบเท่าขึ้นไป
-  พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกับข้าราชการประจำ
-  สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
-  สมาชิกสภาจังหวัด
-  สมาชิกสภาเทศบาล
-  สมาชิกสภาเมืองพัทยา
-  สมาชิกสภาเขตกรุงเทพฯ
-  กรรมการสุขาภิบาล
-  กำนัน
-  ผู้ใหญ่บ้าน
-  ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน  60,000 บาท
-  ข้าราชการพลเรือนระดับ 6 ถึง 8 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า
-  ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้งแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโท หรือพันตำรวจโท นาวาเอก นาวาอากาศเอก หรือพันตำรวจเอก
-  ข้าราชการตุลาการ หรืออัยการตั้งแต่ชั้น 1 ถึง 2
-  พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกันกับข้าราชการประจำ
-  ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 200,000  บาท
-  ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ถึง 10 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า
-  ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้งแต่ พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก หรือพันตำรวจเอกที่ได้รับอัตราเงินเดือนพันเอก(พิเศษ) นาวาอากาศเอก(พิเศษ) หรือพันตำรวจเอก(พิเศษ)ถึงพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี
-  ข้าราชการตุลาการ หรืออัยการตั้งแต่ชั้น 3 ถึง 4
-  พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกับข้าราชการประจำ
-  ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน  500,000  บาท
-  ข้าราชการพลเรือนระดับ 11 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า
-  ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้งแต่พลโท พลเรือโท พลอากาศโท หรือพลตำรวจโท
-  ข้าราชการตุลาการ หรืออัยการตั้งแต่ชั้น 5 ขึ้นไป
-  พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกันกับข้าราชการประจำ
-  สมาชิกรัฐสภาข้าราชการการเมือง หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
-  ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน  1,000,000  บาท
                    สิ่งที่ห้ามลืมสำหรับผู้ประกัน
                 -  แสดงบัตรประจำตัวต่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบพิจารณาทันที
                 -  แสดงหนังสือรับรองจากต้นสังกัดและภาระผูกพันนั้นภายใน  5  วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ประกัน
                 -  ใครที่ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองไว้  แต่หลักประกันยังไม่พอ ก็สามารถใช้บุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้หรือใช้หลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันเพิ่มเติมได้
 

  Back to Top     

  
Best viewed with 800x600 screen resolution.
Contact Us >> Tel. 0-4386-9083 , E-mail:huaiphungpol_@hotmail.com
Copyright
© 2004 HUAIPHUNG POLICE STATION. Since 11 May 2004.
Last updated : 17-01-2554